
พาเลซเพิ่งหลุดฟอร์มไม่ชนะ 4 นัด ก่อนกลับมาคว้าชัย 3 เกมรวดในทุกรายการ และในเกมยุโรปนัดนี้ กลาสเนอร์เลือกส่งผู้เล่นชุดเกือบเต็มอัตราศึก โดยเปลี่ยนเพียงตำแหน่งเดียวจากเกมลีกที่ชนะเบรนท์ฟอร์ด
แม้ช่วงต้นเกมอาแซดจะเริ่มได้ดีกว่า บีบพื้นที่และปิดการเล่นของ ฌอง-ฟิลิปป์ มาเตต้า ทำให้กองหน้าฝรั่งเศสมีเพียง 3 สัมผัสบอลใน 10 นาทีแรก แต่พาเลซค่อย ๆ ปรับจังหวะก่อนมีโอกาสลุ้นได้จากลูกฟรีคิกที่ อิสไมลา ซาร์ เกือบทำประตูจากการโหม่งของ คริส ริชาร์ดส์
กระทั่งนาทีที่ 22 พาเลซขึ้นนำ 1-0 จากลูกยิงของ มักแซนซ์ ลากรัวซ์ หลังการเช็ก VAR ก่อนให้ประตู
เยเรมี พิโน เริ่มสร้างอิทธิพลในเกมมากขึ้น ทั้งการหาพื้นที่ระหว่างไลน์และจังหวะบอลสุดท้าย ก่อนจะจ่ายงาม ๆ ให้ซาร์หลุดเดี่ยวจนถูกทำฟาวล์ เป็นจุดโทษที่ผ่าน VAR ยืนยัน แต่ มาเตต้า ยิงไปถูก โรเม-เจย์เดน โอโวซู-โอดูโร เซฟ
อย่างไรก็ตาม พาเลซยังคงกดดันต่อเนื่อง จนช่วงทดเจ็บครึ่งแรก พิโน เปิดฟรีคิกให้เจฟเฟอร์สัน เลอร์มา โขกตั้งสองจังหวะ และเป็นซาร์ซัดจ่อ ๆ ให้พาเลซนำ 2-0
เริ่มครึ่งหลังไม่นาน สเวน ไมนันส์ ยิงให้ อาแซด ไล่มา 2-1 ในนาทีที่ 54 แต่พาเลซตอบโต้ทันทีจากลูกสวนกลับ ซาร์สปีดหลุดกองหลังและยิงอย่างเยือกเย็น สกอร์ขยับเป็น 3-1
ซาร์ ซึ่งอยู่ในฟอร์มร้อนแรง จะเป็นการขาดหายครั้งใหญ่เมื่อเขาต้องไปลุยแอฟริกัน เนชั่นส์คัพ ช่วงเดือนธันวาคม–มกราคม แต่สำหรับคืนนี้ กลาสเนอร์และพาเลซยังไม่ต้องกังวลไกลถึงตรงนั้น
แม้ครองบอลเพียง 35% แต่พาเลซแสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพสำคัญกว่าการครองบอล และนี่คือผลงานระดับมาตรฐานของทีมที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งของรายการ
พาเลซยังมีโปรแกรมหนักรออยู่ในเดือนธันวาคมที่ต้องลงเล่นถึง 4 นัดใน 9 วัน แต่ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นข้อความสำคัญถึงคู่แข่งในยุโรปว่า “ดิ อีเกิลส์” มาถึงเวทีนี้แบบพร้อมลุยเต็มกำลัง
สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้อีก 1ช่องทาง loonscore ลุ้นสกอร์