
ค่ำคืนที่อิสตันบูลจะถูกจดจำตลอดกาลในฐานะค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของลิเวอร์พูลในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า
แชมเปียนส์ลีก กับการพลิกกลับมาจากตามหลังเอซี มิลาน 0-3 ภายใต้การคุมทีมของคาร์โล อันเชล็อตติ
จนกลายเป็นตำนานแห่งแอนฟิลด์
เก้าปีต่อมา ในยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ลิเวอร์พูลที่กำลังลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 24 ปี
ขึ้นนำพาเลซ 3-0 ที่เซลเฮิร์สต์พาร์ก แต่จบลงด้วยผลเสมอ 3-3 ความฝันพังทลายลงตรงนั้น
และตอนนี้ ลิเวอร์พูลก็เข้าใจแล้วว่าทีมที่ฝากความหวังไว้กับ “ปาฏิหาริย์” อาจเจอผลลัพธ์ตรงกันข้ามได้เช่นกัน
ชีวิตที่ต้องพึ่งพาประตูท้ายเกม อาจต้องยอมรับการพ่ายแพ้จากมันเช่นกัน
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลยิงนำพาเลซในนาทีที่ 87 แต่กลับมาโดน เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ยิงประตูชัยในนาทีที่ 97
จบลงด้วยความพ่ายแพ้แรกของฤดูกาล “อินวินซิเบิลแห่งทดเจ็บ” ของอาร์เน่ สลอต ถูกเล่นงานด้วยวิธีเดียวกันที่พวกเขาเคยทำใส่คู่แข่ง
เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำว่าลิเวอร์พูลต้องหาหนทางใหม่ที่ นิ่งและคุมเกมได้มากกว่าเดิม
แต่การไปเยือนอิสตันบูลกลับเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นไปอีก เพราะที่นั่นคือหนึ่งในสนามที่เต็มไปด้วยความกดดันมากที่สุดในยุโรป
สนามอาลี ซามี เยน เดิมของกาลาตาซารายเคยขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศสุดโหด “ยินดีต้อนรับสู่นรก”
คือข้อความที่อุลตร้าของพวกเขาเคยต้อนรับแมนฯ ยูไนเต็ดในยุค 90’s และเมื่อยูไนเต็ดไปเยือนครั้งล่าสุดก็จบด้วยผลเสมอ 3-3 ในบรรยากาศที่วุ่นวาย
หลายเกมของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ก็เต็มไปด้วยความโกลาหลเช่นกัน และนั่นคือเหตุผลที่สลอตพยายามสร้างความ นิ่งและยั่งยืน ในทีม
การกลับมาเยือนอิสตันบูลคราวนี้อาจเป็นบททดสอบของ ฮูโก้ เอกีตีเก้
ที่เพิ่งถูกไล่ออกในเกมคาราบาวคัพกับเซาแธมป์ตันจากการฉลองประตูเกินเหตุ “มันไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดเลย ผมโทษตัวเองไปมากแล้ว และได้ขอโทษทุกคนแล้วด้วย เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก” กองหน้ารายนี้กล่าว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหญ่ของทีมคือ การจัดระเบียบเกม
สลอตเริ่มกลับไปใช้แผงกองกลางแบบฤดูกาลก่อนคือ ไรอัน กราเฟนเบิร์ช, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ โดมินิค โซบอสซ์ไล
แต่ก็ไม่ได้ผลนัก เพราะพาเลซสร้างโอกาสมากมายในครึ่งแรก “เราปล่อยให้พาเลซมีโอกาสมากเกินไป นั่นคือสิ่งที่ต้องแก้ไข” สลอตยอมรับ
ฤดูกาลที่แล้วลิเวอร์พูลเริ่มต้นรอบแบ่งกลุ่มแชมเปียนส์ลีกด้วยเกมที่เน้นความแน่นอน เสียเพียงหนึ่งประตูจากหกนัดแรก
แม้จะไม่หวือหวาแต่ก็มีประสิทธิภาพสูง พวกเขาจำเป็นต้องกลับไปสู่รูปแบบนั้นอีกครั้ง
“การป้องกันคือรายละเอียดเล็ก ๆ” สลอตกล่าว “จุดแข็งของเราปีก่อนคือการกันคู่แข่งให้ออกห่างจากประตู
ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่แดนหน้า ไม่ใช่แค่กองหลัง” เขายังปฏิเสธที่จะโทษแบ็กใหม่อย่าง เยเรมี ฟริมปง และ มิโลส เคอร์เกซ แม้ทีมเสียไปแล้วถึง 4 ประตูจากลูกตั้งเตะ
ถึงอย่างนั้น ลิเวอร์พูลยังคงสถิติชนะ 8 นัดรวดในรอบแบ่งกลุ่ม UCL ภายใต้การคุมทีมของสลอต
แพ้เพียงครั้งเดียวด้วยทีมสำรองต่อพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น และเส้นทางข้างหน้าก็โหดหิน เพราะต้องเจอกับเรอัล มาดริด, แฟรงค์เฟิร์ต, อินเตอร์ มิลาน และมาร์กเซย
กาลาตาซารายเองเปิดหัวด้วยความพ่ายแพ้ย่อยยับ 1-5 ต่อแฟรงค์เฟิร์ต และสโมสรตุรกีโดยรวมก็มักไปไม่ถึงฝั่งฝันในเวทียุโรป
แม้เคยแซงแมนฯ ยูไนเต็ดในรอบแบ่งกลุ่มเมื่อสองปีก่อน แต่ก็จบต่ำกว่าเอฟซี โคเปนเฮเกน
อย่างไรก็ตาม พวกเขายังมีขุมกำลังระดับคุณภาพสูง เช่น วิคเตอร์ โอซิมเฮน กองหน้าทีมชาติไนจีเรีย
ที่ย้ายมาด้วยค่าตัวสถิติฟุตบอลตุรกีถึง 75 ล้านยูโร และลิเวอร์พูลเองก็รู้พิษสงของเขาดี เพราะเมื่อสามปีก่อน
โอซิมเฮนเคยเป็นตัวแสบถล่มพวกเขาในเกมที่นาโปลีไล่ยำ 4-1
แม้เอกีตีเก้อาจกลับมาเป็นตัวเลือก แต่สลอตยังต้องบริหารการใช้งานคู่หอกค่าตัวมหาศาล เพราะอเล็กซานเดอร์
อิซัคก็ถูกจำกัดนาทีลงสนาม
และในบรรดาประตูช่วงทดเจ็บทั้งหมดของลิเวอร์พูลในซีซันนี้ มีเพียงลูกของเอกีตีเก้ที่มาจากสองกองหน้าตัวความหวัง
ขณะที่อีกลูกสำคัญคือ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ที่โหม่งใส่แอตเลติโก มาดริด
บางทีเมื่อออกจากอิสตันบูล ลิเวอร์พูลอาจต้องซาบซึ้งกับ “ฟาน ไดค์” มากกว่าที่เคยก็เป็นได้