
กองกลางวัย 22 ปี ถูกเรียกกลับมาติดทีมชาติอีกครั้งในเกมพบ เซอร์เบีย และ แอลเบเนีย หลังจากถูกทูเคิลมองข้ามในเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุผลเรื่องจังหวะการเล่นและความต้องการจะให้โอกาสผู้เล่นที่ทำผลงานดีในเดือนกันยายนต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การหลุดโผในครั้งนั้นทำให้เกิดคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชและนักเตะ รวมถึงทัศนคติส่วนตัวของเบลลิงแฮม
ทูเคิลกล่าวว่า
“มันเป็นการตัดสินใจที่ต้องทำ และจู๊ดยอมรับการตัดสินใจนั้น เขาทำในสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด คือแข่งขันในระดับสูงสุดและแสดงให้เห็นว่าเขาสมควรและต้องอยู่ในทีมชุดนี้”
สัปดาห์หน้า เบลลิงแฮม จะได้ร่วมงานกับทูเคิลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่โค้ชวัย 52 ปีออกมาขอโทษต่อคำให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนมิถุนายน ที่กล่าวว่าบางครั้งมารดาของเบลลิงแฮมรู้สึก “ไม่ชอบใจ” กับอารมณ์ในสนามของลูกชาย
ถึงอย่างนั้น ทูเคิลย้ำว่า “ความดุดัน” ของเบลลิงแฮม คือคุณสมบัติสำคัญที่พาเขาก้าวขึ้นเป็นแกนหลักของ เรอัล มาดริด และสามารถเป็นอาวุธให้ทีมชาติอังกฤษได้
“ไม่มีปัญหาอะไรกับตัวเขา ไม่มีปัญหาเรื่องนิสัย จู๊ดมีความดุดันในตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก คุณต้องมีความดุดันบางอย่างเพื่อไต่อันดับสู่ระดับสูงสุดแบบเขา
เราต้องช่วยสนับสนุนเขา สร้างสภาพแวดล้อมให้เขาได้ระบายความดุดันนั้นออกมาต่อคู่แข่งและเพื่อตอบโจทย์ของทีม”
ในครั้งนี้ ทูเคิลยังเรียก ฟิล โฟเดน กลับมาติดทีมด้วย โดยทั้งสองจะต้องแข่งขันกันเพื่อยึดตำแหน่งหมายเลข 10
ทูเคิลย้ำชัดว่า หากโฟเดนไม่ได้ตำแหน่งหลัก ก็จะไม่ถูกจับไปเล่นตำแหน่งอื่นเพื่อให้มีชื่อใน 11 ตัวจริง เพราะต้องการให้เขาแสดง “ความสนุกแบบเด็กๆ” ในพื้นที่ที่ดีที่สุดสำหรับเขา
ทูเคิลกล่าวว่า
“มันไม่สมเหตุสมผลที่จะบอกฟิลว่า ‘ตำแหน่งดีที่สุดของคุณไม่มีที่ว่าง คุณช่วยไปเล่นปีกซ้ายหรือปีกขวาได้ไหม’ แบบนั้นใช้ไม่ได้
ตอนนี้เราสร้างโครงสร้างทีมด้วยตำแหน่งหมายเลข 6, 8 และ 10 เพื่อให้ผู้เล่นแข่งขันกันในพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด”
ทูเคิลยังบอกว่าในแคมป์นี้ โฟเดนจะถูกวางบทบาทเป็น “เบอร์ 9 ครึ่ง” เล่นเชื่อมเกมในแดนกลางและขึ้นมาซัพพอร์ต แฮร์รี เคน อย่างที่เขาเคยทำได้ยอดเยี่ยมในเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ ดอร์ทมุนด์
สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้อีก 1ช่องทาง loonscore ลุ้นสกอร์