
ซันเดอร์แลนด์ในยุคใหม่แสดงให้พรีเมียร์ลีกเห็นแล้วว่า วิธีทำให้อาร์เซนอลสะดุดอาจมีจริง หลังเกมสุดดราม่าที่สเตเดียม ออฟ ไลท์ ซึ่ง “แมวดำ” เล่นด้วยความดุดัน วินัยแน่น และพละกำลังเต็มสูบจนทำให้อาร์เซนอลเสียศูนย์ ก่อนตามตีเสมอท้ายเกมแบบสุดมันส์
ก่อนหน้านี้ อาร์เซนอลเก็บชัย 10 นัดรวดทุกรายการ และไม่เสียประตู 8 เกมติด แต่ทุกอย่างถูกทำลายลงเมื่อบรรยากาศในเมืองที่เต็มไปด้วยพลังใหม่ และความฮึกเหิมของแฟนบอลเจ้าถิ่นผลักดันให้ซันเดอร์แลนด์เล่นได้เกินตัว
แม้เกมนี้ “ปืนใหญ่” จะคุมรูปเกมในครึ่งหลังได้ดี และพลิกกลับมานำจาก บูกาโย ซาก้า และ เลอันโดร ทรอสซาร์ แต่สุดท้ายก็โดนกดดันจนพลาดชัยชนะในนาที 94 จากลูกยิงแบบพลิกตัวของ ไบรอัน โบรบบีย์
ซันเดอร์แลนด์ของกุนซือ เรกีซ์ เลอ บรีส์ เล่นเกมที่เต็มไปด้วยจังหวะปะทะ การตัดเกม และทำให้เกมสะดุดจนลื่นไหลไม่ได้ โดยใน 35 นาทีแรก บอลอยู่ในเกมจริงเพียง 13 นาที
ความแข็งแกร่งและการเพรสซิ่งแบบไม่เกรงกลัว ทำให้อาร์เซนอลต้องเผชิญบททดสอบสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาแทบไม่มีทีมใดทำได้ระดับนี้
ดาน บอลลาร์ด อดีตนักเตะเยาวชนอาร์เซนอล ที่เคยร่วมสโมสรตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ยิงประตูให้ซันเดอร์แลนด์นำ 1-0 ในนาที 35 จากจังหวะชาร์จสุดแรงหนี ดีแคลน ไรซ์ ก่อนยิงผ่าน ดาวิด ราย่า
นั่นคือประตูแรกที่อาร์เซนอลเสียในรอบ 13 ชั่วโมงครึ่งของการเล่นฟุตบอล และอาร์เตตาเองยังยอมรับว่า “เสียสถิติคลีนชีตทำให้เจ็บท้องเลยทีเดียว”
ครึ่งหลัง อาร์เซนอลเริ่มบุกอย่างมีแบบแผนมากขึ้น และตีเสมอได้จาก บูกาโย ซาก้า ที่กดด้วยซ้ายผ่านมือ โรบิน โรฟส์ ก่อนที่ทรอสซาร์จะซัดสุดแรง พลิกนำ 2-1
ดีแคลน ไรซ์, เอเบเรชี เอเซ่, และ มิเกล เมรีโน่ เริ่มคุมพื้นที่แดนกลางได้ดีจนเกือบปิดเกม แต่สุดท้ายกองหลังปืนใหญ่ก็รับมือแรงกระแทกจากเจ้าถิ่นไม่ไหว
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ “แมวดำ” ดันสูง 6–7 คนเข้าไปในกรอบ และในที่สุดก็มาได้ประตู 2-2 จากการเข้าชาร์จแบบพลิกตัวยิงของ ไบรอัน โบรบบีย์ ที่ต่อบอลมาจากแรงเชียร์ของแฟนทั้งสนาม
การแบ่งแต้มครั้งนี้สะท้อนปรัชญาของซันเดอร์แลนด์ที่ติดมากับสโมสรในยุคก้าวขึ้นพรีเมียร์ลีก: “สู้จนวินาทีสุดท้าย”
แม้อาร์เซนอลสะดุด แต่การกลับมาสู้จากตามหลังและแสดงความเข้มแข็งในครึ่งหลัง ก็ยังเป็นสัญญาณบวกให้กับทีมของอาร์เตตาในเส้นทางลุ้นแชมป์ระยะยาว
สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้อีก 1ช่องทาง loonscore ลุ้นสกอร์