วันแข่งขัน: วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2026
สนาม: เอ็นอาร์จี สเตเดียม, เมืองฮูสตัน, สหรัฐอเมริกา

เยอรมนี เตรียมลงสนามพบกับ ปารากวัย ในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย โดยทีมอินทรีเหล็กผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม E ขณะที่ปารากวัยตีตั๋วเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ในฐานะหนึ่งในทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด
ลูกทีมของ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ ออกสตาร์ตรอบแบ่งกลุ่มได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการชนะ 2 นัดแรก พร้อมยิงได้ถึง 9 ประตู ก่อนจะพลาดท่าแพ้ เอกวาดอร์ 1-2 ในนัดสุดท้าย ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้นัดแรกในรอบ 6 เกมหลังสุดรวมทุกรายการ
แม้จะแพ้ในเกมส่งท้ายรอบแบ่งกลุ่ม แต่เยอรมนียังคงถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมที่มีศักยภาพมากที่สุดของรายการ ด้วยแนวรุกที่เต็มไปด้วยผู้เล่นคุณภาพอย่าง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์, จามาล มูเซียล่า และ ไค ฮาแวร์ตซ์
ด้าน ปารากวัย ผ่านเข้ารอบมาแบบหวุดหวิด หลังเก็บได้ 4 คะแนนจากรอบแบ่งกลุ่ม จบอันดับ 3 ของกลุ่ม D ด้วยผลต่างประตูได้เสียเป็นรองออสเตรเลีย
ผลงานของทีมภายใต้การคุมทัพของ กุสตาโว่ อัลฟาโร เน้นเกมรับเป็นหลัก เสียประตูไม่มาก แต่เกมรุกยังขาดความเฉียบคม โดยยิงได้เพียงประตูเดียวจาก 2 นัดหลังสุด
ทั้งสองทีมเคยพบกันในฟุตบอลโลก 2002 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งเยอรมนีเฉือนชนะ 1-0 จากประตูชัยช่วงท้ายเกมของ โอลิเวอร์ นอยวิลล์ ขณะที่การพบกันล่าสุดเป็นเกมอุ่นเครื่องเมื่อปี 2013 จบลงด้วยผลเสมอ 3-3
ยูเลียน นาเกลส์มันน์ จะหมดสิทธิ์ใช้งาน นิโก้ ชล็อตเทอร์เบ็ค ที่ได้รับบาดเจ็บข้อเท้ารุนแรง ทำให้ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ จะจับคู่กับ โจนาธาน ทาห์ ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กต่อไป
นาธาเนียล บราวน์ มีลุ้นกลับมาประจำการฝั่งซ้าย หลังพลาดเกมล่าสุดจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ ส่วนแกนหลักในแนวรุกทั้ง ลีรอย ซาเน่, ฟลอเรียน เวียร์ตซ์, จามาล มูเซียล่า และ ไค ฮาแวร์ตซ์ พร้อมลงสนามทั้งหมด
คาดการณ์ 11 ตัวจริง
นอยเออร์; คิมมิช, รือดิเกอร์, ทาห์, บราวน์; เอ็นเมชา, พาฟโลวิช; ซาเน่, มูเซียล่า, เวียร์ตซ์; ฮาแวร์ตซ์
ทีมของ กุสตาโว่ อัลฟาโร จะไม่มี ดิเอโก้ โกเมซ ที่ติดโทษแบนจากการสะสมใบเหลือง ขณะที่ มิเกล อัลมิรอน พ้นโทษแบนกลับมาช่วยทีมได้อีกครั้ง
โอมาร์ อัลเดเรเต้ และ รามอน โซซ่า ยังต้องรอเช็กสภาพความฟิต แต่คาดว่าจะมีชื่อในทีม ส่วน กาเบรียล อาวาลอส จะรับหน้าที่เป็นกองหน้าตัวเป้า โดยมี ฮูลิโอ เอนซิโซ่ เป็นตัวสร้างสรรค์เกมรุก
คาดการณ์ 11 ตัวจริง
กิลล์; กาเซเรส, อัลเดเรเต้, เบลาซเกซ, อลอนโซ่; อัลมิรอน, กาลาร์ซา, คูบาส, เมาริซิโอ; เอนซิโซ่; อาวาลอส
เมื่อเปรียบเทียบศักยภาพของทั้งสองทีม เยอรมนียังคงเหนือกว่าค่อนข้างชัดเจน ทั้งคุณภาพผู้เล่น ความหลากหลายในการเข้าทำ และประสบการณ์ในเกมระดับนานาชาติ
แม้เกมล่าสุดจะพ่ายเอกวาดอร์ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการโรเตชันและความผิดพลาดเฉพาะจังหวะ ไม่ได้สะท้อนภาพรวมของทีมที่ยังคงเล่นเกมรุกได้ดุดัน โดยเฉพาะสามประสาน เวียร์ตซ์, มูเซียล่า และฮาแวร์ตซ์ ที่สามารถสร้างโอกาสได้ตลอดเวลา
ปารากวัยมีจุดแข็งเรื่องเกมรับที่มีวินัย เล่นเป็นระบบ และอาศัยเกมสวนกลับผ่านความเร็วของ อัลมิรอน กับ เอนซิโซ่ แต่การขาด ดิเอโก้ โกเมซ จะส่งผลต่อการเชื่อมเกมในแดนกลางพอสมควร
หากเยอรมนีสามารถยิงประตูขึ้นนำได้เร็ว เกมน่าจะเปิดมากขึ้น ซึ่งจะเข้าทางแนวรุกของทีมอินทรีเหล็ก แม้ปารากวัยจะมีโอกาสอาศัยลูกตั้งเตะหรือจังหวะสวนกลับทำประตูได้ แต่โดยรวมแล้วคุณภาพของเยอรมนีน่าจะเพียงพอสำหรับการผ่านเข้าสู่รอบต่อไป
เยอรมนี 2-1 ปารากวัย