
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความสำเร็จนี้ยังมีปัญหาสำคัญที่กุนซือ ชาบี อลอนโซ่ ต้องจัดการให้ได้ในช่วงพักเบรกทีมชาติ
หากต้องการรักษาความต่อเนื่องของทีมและลุ้นแชมป์ในระยะยาว
การมีทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับโลกดูเหมือนจะเป็นความฝันของกุนซือหลายคน แต่สำหรับ อลอนโซ่
มันกลับกลายเป็นโจทย์ยากที่ต้องจัดสมดุลให้ได้
มาดริดมีงบประมาณและเพดานค่าเหนื่อยสูงกว่า บาร์เซโลน่า ถึงเท่าตัว ส่งผลให้แม้แต่ตัวสำรองของพวกเขาก็มีศักยภาพเทียบเท่าตัวจริง
ของหลายสโมสร เช่น เอนดริก ที่ทีมจ่ายถึง 60 ล้านยูโร แต่แทบไม่ได้รับโอกาสลงเล่น เช่นเดียวกับ ดานี่ เซบายอส ที่ต้องรอโอกาสอยู่ข้างสนาม
การหมุนเวียนนักเตะทุกครั้งกลายเป็นประเด็นถกเถียง และเมื่อเอเยนต์เริ่มเข้ามามีส่วนร่วม ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ทีม
แอลอนโซ่จึงต้องหาวิธีทำให้ทุกคนเข้าใจว่า “เป้าหมายของทีมมาก่อนอีโก้ส่วนตัว” ไม่เช่นนั้น ความขัดแย้งเล็ก ๆ อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต
แฟนบอลเริ่มสังเกตว่าแนวรับของเรอัล มาดริดยังขาด “หัวใจสำคัญ” แบบที่ เซร์คิโอ รามอส หรือ นาโช่ เฟร์นานเดซ เคยเป็นมาก่อน
แม้ เอแดร์ มิลิเตา จะกลับมาฟิตสมบูรณ์หลังเจ็บยาวสองครั้ง แต่คู่หูของเขาอย่าง ดีน ฮุยเยเซน ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้เต็มที่
กองหลังดาวรุ่งรายนี้เพิ่งโดนใบแดงถึงสองครั้งในฤดูกาลนี้ และยังมีปัญหาเรื่องการอ่านเกม รวมถึงการเล่นลูกกลางอากาศที่ยังไม่แน่นอน
อลอนโซ่จำเป็นต้องหาทางเสริมความมั่นคงในแนวรับ — ไม่ว่าจะปรับระบบหรือหาคู่หูที่เหมาะสม เพราะหากปล่อยให้แนวรับเปราะบาง
ทีมอาจเสียแต้มสำคัญในเกมใหญ่ได้ง่าย
อีกหนึ่งจุดอ่อนที่เริ่มเห็นชัดคือการควบคุมจังหวะเกมในแดนกลาง หลังจากที่ โทนี่ โครส และ ลูก้า โมดริช อำลาทีมไป
แม้ อาร์ด้า กูเลอร์ จะฉายแววเด่น แต่สไตล์การเล่นของเขามุ่งเน้นการทะลุทำประตูมากกว่าการคุมจังหวะเกมจากแนวลึก
ซึ่งแตกต่างจากบทบาทของสองตำนานในอดีต
ปัจจุบัน มาดริดยังคงพึ่งพาพลังและความสามารถเฉพาะตัวของแนวรุกอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์ และ คีเลียน เอ็มบัปเป้ มากเกินไป
ซึ่งอาจไม่ยั่งยืนในเกมใหญ่หรือช่วงท้ายฤดูกาลที่ต้องการความนิ่งและความแม่นยำในการครองบอล
ในฐานะอดีตกองกลางระดับโลก อลอนโซ่รู้ดีว่าทีมต้องการ “มิดฟิลด์แม่ทัพ” ที่สามารถคุมจังหวะเกมและแบ่งเบาภาระของแนวรุก —
และการค้นหาหรือพัฒนานักเตะแบบนี้จะเป็นภารกิจสำคัญของเขาในช่วงพักเบรกนี้